เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระจกในบ้านและอาคาร

1. กระจกใส

ลักษณะตรงตามชื่อ โปร่งแสงโปร่งใสมองเห็นทะลุทั้ง 2 ด้าน แสงแดดส่องเข้ามาได้เต็มๆ แต่ก็มีความทนต่ออากาศได้ดี ส่วนใหญ่เหมาะกับส่วนกลาง พวกห้องอ่านหนังสือ ฟิตเนส ที่ต้องการโชว์ให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง หรือห้องที่ต้องการแสงสว่าง ซึ่งไม่เหมาะกับห้องอยู่อาศัยที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ความจริงโครงการส่วนใหญ่ก็หันมาใช้เป็นกระจกสีตัดแสงกันเกือบทั้งนั้นแล้ว

2. กระจกสีตัดแสง

เป็นการผสมระหว่างกระจกใสกับออกไซด์ เพื่อให้เกิดสีอย่าง สีเขียว สีชา สีดำ เป็นต้น ซึ่งสีเหล่านี้จะเป็นตัว ทำให้แสงแดดส่องเข้ามาได้เบาบางลง รวมถึงความร้อนทะลุผ่านได้ยาก ทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักและประหยัดพลังงาน แต่จะส่งผลให้ตัวกระจกอมความร้อนจึงต้องระวังเรื่องรอยแตกร้าว อย่างไรก็ตามกระจกเหล่านี้ จึงเหมาะกับประตูกระจกตรงหน้าบ้าน ระเบียงบ้านหรือคอนโด 

3. กระจกนิรภัย

เรียกอีกอย่างว่ากระจกเทมเปอร์ ที่มีกรรมวิธีอบด้วยความร้อนสูงแล้วทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลันได้ มีความแข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า อีกทั้งยังรับแรงต้านได้ถึง 10 เท่า และเวลาแตกจะแตกทั้งผืน กลายเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนเมล็ดข้าวโพดที่ไม่มีความแหลมคม ทำให้ได้ในเรื่องของความปลอดภัยด้วย หลายโครงการจึงนำมาทำเป็นราวกั้นตกตรงบันไดและตรงระเบียง ไปจนถึงฉากกั้นอาบน้ำด้วย 

4. กระจกลามิเนต

คล้ายกับกระจกนิรภัยชนิดหนึ่ง แต่มีความแข็งแรงกว่าเนื่องจากนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาประกบกัน โดยติดฟิล์ม PVB ฟิล์มนิรภัยที่มีความเหนียวและแข็งแรง ยึดติดกระจก 2 แผ่นเอาไว้ พอกระจกแตกจะไม่มีการร่วงหล่นลงมา ถือว่าเป็นกระจกที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังช่วยกรองแสงและกันเสียงได้ดีมาก จึงเหมาะสำหรับทำเป็นกระจกยาวเต็มผนัง

5. กระจก Low-E

โดยถูกเคลือบด้วยโลหะเงินบริสุทธิ์ ซึ่งช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนเข้ามาข้างในอาคาร และในห้องได้เป็นอย่างดี รวมถึงกระจกไม่เก็บความร้อนมีการถ่ายเทได้ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องร้อยแตกร้าว และเก็บเสียงได้อีกต่างหาก แต่ไม่ได้ช่วยให้แสงที่ส่องเข้ามาเบาบางลงเท่าไหร่

กระจก ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันที่ไว้ใช้มองวิวข้างนอกบ้าง ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้าห้องบ้าง แท้จริงแล้วแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติดีๆ ซ่อนอยู่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้รู้สึกว่าก็เหมือนเป็นกระจกที่วิเศษจริงๆ